จะเห็นได้ชัดเจนว่าปัจจุบันระบบบาร์โค้ดเข้าไปมีบทบาทในทุกส่วนของ อุตสาหกรรม การค้าขาย และการบริการ ที่ต้องใช้การบริหารจัดการข้อมูลจากฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และปัจจุบันมีการประยุกต์การใช้งานบาร์โค้ดเข้ากับการใช้งานของ Mobile Computer ซึ่งสามารถพกพาได้สะดวก เพื่อทำการจัดเก็บ แสดงผล ตรวจสอบ และประมวลในด้านอื่นๆ ได้ด้วย
การที่จะนำระบบบาร์โค้ดมาใช้งานต้องดูจากหลายๆ ส่วนประกอบกันได้แก่
1. สิ่งแวดล้อม ( Environment )
สภาพการทำงานในปัจจุบันรองรับการใช้ระบบบาร์โค้ดหรือไม่ เช่น ปริมาณ item ของสินค้ามีมากหรือไม่ จุดไหนของสินค้าหรือสิ่งของที่จะติดบาร์โค้ด จุดไหนจะใช้ยิงบาร์โค้ด และสถานที่ดังกล่าวจุดใดจะใช้บันทึกข้อมูล มีสัญญาณเครือข่ายภายใน (LAN) อยู่หรือไม่ หรือเราจะใช้แบบไร้สาย (wireless)
2. ฮาร์ดแวร์ ( Hardware )
ได้แก่ ตัวอ่านบาร์โค้ด (barcode reader) เราจะใช้แบบใด เป็นแบบติด PC หรือเอาแบบไร้สาย (handheld) และถ้าเป็นแบบไร้สาย จะให้มันเป็นต่อตรงกับซอฟท์แวร์ (application) หรือจะเป็นแบบ batch เก็บในเครื่องแล้วค่อยมาโหลดอีกทีในเวลาที่เหมาะสม
3. ฉลากบาร์โค้ด ( Barcode Label )
หรือ ตัวสติ๊กเกอร์บาร์โค้ด เราจะต้องพิมพ์เองหรือไม่ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นของที่เราผลิตเองจะต้องมีติดไว้บนตัวของหรือสินค้า ถ้าเป็นของที่ซื้อจากที่อื่นก็ต้องดูว่ามีหมายเลข ISBN ติดอยู่ที่สินค้าหรือไม่
ถ้าไม่มีก็ต้องมาคิดอีกที่ว่าจะติดบาร์โค้ดเองที่ตัวสินค้า หรือ ติดไว้ในแคตตาล็อกสินค้าในจุดที่มีการบันทึกข้อมูล
4. แอปพลิเคชั่น ( Applications )
คือระบบซอฟแวร์ที่จะนำมาใช้งาน จุดนี้สำคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนของการบันทึกจัดเก็บข้อมูล ต้องพิจารณาว่าคุณจะซื้อหรือจ้างคนมาพัฒนาใหม่ มีซอฟต์แวร์เดิมอยู่แล้วหรือไม่ จะเขียนต่อยอด (Enhancement) หรือทดแทนของเดิม (Replacement)
5. ระบบที่มีอยู่ ( Existing Systems )
คือระบบซอฟแวร์เดิมที่มีอยู่แล้วในองค์กร อาจจะดูคล้ายกับข้อที่ 4 แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ในองค์กรไม่ใช่จะมีฝ่ายเราฝ่ายเดียว ยังมีฝ่ายบัญชี, การเงิน, จัดซื้อ หรือแม้กระทั่งฝ่ายทรัพยการมนุษย์ ต้องดูว่ามีซอฟต์แวร์อะไรบ้างที่ใช้อยู่ในองค์กรในปัจจุบัน ระบบบาร์โค้ดของเราต้องการข้อมูลที่ไหลมาจากแผนกต้นทางก่อนจะมาถึงเราหรือไม่ แผนกเราต้องทำข้อมูลส่งต่อไปให้ฝ่ายอื่นหรือไม่